{{ 'SUBMENU_NEW_NEWS' | translate }}


นายกเยือนแดนจิงโจ้

เมื่อวันที่ 16-19 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยาได้นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนออสเตรเลีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ ค.ศ. 2018 (ASEAN-Australia Special Summit 2018) ที่ฝ่ายออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่นครซิดนีย์ นับเป็นครั้งแรกที่ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำอาเซียน และเป็นโอกาสอันดีที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางเยือนออสเตรเลีย หลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ว่างเว้นการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันมาหลายปี โดยสำหรับนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านได้เดินทางเยือนออสเตรเลียครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

ภารกิจการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียสมัยพิเศษที่นครซิดนีย์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการประชุมดังกล่าวเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายออสเตรเลียที่ต้องการขยายความร่วมมือกับประเทศในอาเซียน เพราะตระหนักถึงศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยเฉพาะการที่กลุ่มอาเซียนมีชนชั้นกลางอาศัยอยู่จำนวนมาก จึงเป็นแหล่งตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งสภาวการณ์ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ในขณะที่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อภูมิภาคได้แผ่ขยายไปในวงกว้าง จนทำให้ออสเตรเลียในฐานะประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (middle power) จำเป็นต้องทบทวนการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน ซึ่งเปรียบเสมือนแกนกลางระหว่างประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค 

ฝ่ายออสเตรเลียใช้เวลาเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ ที่นครซิดนีย์ถึงหนึ่งปีเต็ม โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) การประชุมสุดยอด ซึ่งมีทั้งการประชุมผู้นำแบบเต็มคณะอย่างเป็นทางการ และการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการ 2) การประชุมผู้นำภาคธุรกิจ และ 3) การประชุมว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนานอื่น ๆ ตลอดช่วงสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในออสเตรเลียและกระตุ้นให้ชาวออสเตรเลียให้ความสนใจและขยายความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ กับประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น การประชุมสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในปฏิญญานครซิดนีย์ (Sydney Declaration) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย (MoU on Cooperation to Counter International Terrorism) ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับประเทศสมาชิกอาเซียนในลำดับต่อไป

นอกจากการแสดงบทบาทและท่าทีของไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อฝ่ายออสเตรเลียแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสการเดินทางเยือนออสเตรเลียครั้งนี้ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการพบหารือกับนาย Malcolm Turnbull นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2561 ที่ศูนย์การประชุม ICC ตลอดช่วงการหารือซึ่งใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลียให้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ที่เป็นที่สนใจและจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากไทยและออสเตรเลียเป็นคู่ค้าที่สำคัญต่อกัน โดยออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ไทยลงนามในความตกลงการค้าเสรี หรือ TAFTA เมื่อปี 2548 และตั้งแต่นั้นมา ปริมาณการค้าของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอความร่วมมือนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียให้สนับสนุนและช่วยเหลือนักลงทุนไทยที่เข้ามาลงทุนในออสเตรเลียในหลากหลายสาขา ทั้งในด้านธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร และด้านพลังงาน รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนออสเตรเลียเข้าไปลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะประเทศไทยมิได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจของชาวต่างชาติแต่ยังเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติในฐานะจุดเชื่อมโยงด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ตลอดจนการเป็นแหล่งตลาดและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งฝ่ายออสเตรเลียได้แสดงท่าทีเห็นด้วยและรับที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การหารือระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นไปภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร นอกจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างออสเตรเลียกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งฝ่ายออสเตรเลียให้ความสนใจและรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีด้วยดี นอกจากนี้ ทันทีที่ได้รับแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้ว่างเว้นการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการมากว่า 20 ปีแล้ว นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงอาการประหลาดใจและรับปากกับนายกรัฐมนตรีว่า จะรีบเดินทางเยือนประเทศไทยโดยเร็วที่สุด

ในการเยือนออสเตรเลียครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะต้องเข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับคณะผู้นำอาเซียนตามที่ฝ่ายออสเตรเลียได้จัดเตรียมไว้แน่นตลอดทุกวัน จึงทำให้ไม่สามารถปลีกตัวไปเยี่ยมชมย่านไทยทาวน์อันเลื่องชื่อและพบปะชุมชนไทยในนครซิดนีย์ได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ดี ในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2561 หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยาและคณะ ได้มีโอกาสพบปะผู้แทนชุมชนไทยในออสเตรเลียราว 80 คน ณ โรงแรมที่พัก โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมชาวไทยในออสเตรเลียที่มาตั้งรกรากและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในออสเตรเลียอย่างกว้างขวาง เพราะก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งจากฝ่ายออสเตรเลียว่า ชุมชนไทยในออสเตรเลียเป็นกลุ่มที่รักสงบ อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่เคยสร้างปัญหาใด นับเป็นตัวอย่างที่ดีของชุมชนไทยในต่างแดนที่มีความเข้มแข็งและสมัครสมานสามัคคี เป็นที่น่าภาคภูมิใจ พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีและภริยายังได้มอบเครื่องไทยธรรมแก่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เพื่อนำไปถวายแก่วัดไทยต่าง ๆ ในกรุงแคนเบอร์ราและรัฐนิวเซาท์เวลส์ต่อไป

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างทีมฟุตบอลเยาวชนหญิงทีมชาติไทยหรือ “ชบาแก้ว U-19” ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยสมาพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลียให้เป็นตัวแทนของอาเซียนกับทีมฟุตบอลเยาวชนหญิงออสเตรเลีย หรือ Westfield Young Matilda ณ สนามกีฬา Leichardt Oval นครซิดนีย์ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนไทย-ออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี

 

 

 

{{ 'FOOTER_THEEMBASSY' | translate }}
{{ 'FOOTER_REGISTRATION' | translate }}
{{ 'FOOTER_AUTHENTICATION' | translate }}
{{ 'FOOTER_CONTACTUS' | translate }}
  • +61 2 6206 0100

  • เบอร์โทรศัพท์นอกเวลาทำการ กรณีฉุกเฉิน o๔o๒๗๓๕๖๔๒
  • The Royal Thai Embassy
    111 Empire Circuit
    Yarralumla ACT 2600
    Australia

  • thaican@mfa.go.th
  • FACEBOOK
  • Google Maps